Last updated: 21 เม.ย 2569 | 8 จำนวนผู้เข้าชม |
SHM…ใกล้ตัวกว่าที่คิด
เปิดมุมมองใหม่ของ “ความปลอดภัยโครงสร้าง” ในยุค Data-Driven Infrastructure
ในยุคที่โครงสร้างพื้นฐานมีขนาดใหญ่ ซับซ้อน และมีบทบาทต่อชีวิตประจำวันมากขึ้นกว่าที่เคย ไม่ว่าจะเป็นสะพานขนาดใหญ่ อาคารสูง อุโมงค์ หรือระบบคมนาคม การดูแล “ความปลอดภัยของโครงสร้าง” จึงไม่ใช่แค่เรื่องของการตรวจสอบตามรอบเวลาอีกต่อไป แต่เป็นเรื่องของ “การเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง” และ “การตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูลจริง”
นี่คือเหตุผลที่ทำให้ SHM (Structural Health Monitoring) และ Geotechnical Monitoring กลายเป็นหัวใจสำคัญของการบริหารจัดการโครงสร้างในยุคปัจจุบัน
SHM คืออะไร และทำไมจึงสำคัญกว่าที่คิด
Structural Health Monitoring (SHM) คือระบบที่ใช้เซ็นเซอร์ในการตรวจวัดพฤติกรรมของโครงสร้าง เช่น การสั่นสะเทือน การเคลื่อนตัว การเอียง หรือแรงที่เกิดขึ้นในโครงสร้าง แล้วนำข้อมูลเหล่านั้นมาวิเคราะห์เพื่อประเมิน “สุขภาพของโครงสร้าง” แบบเรียลไทม์
สิ่งที่หลายคนอาจยังเข้าใจผิดคือ SHM ไม่ใช่เพียงแค่ “การติดตั้งเซ็นเซอร์”
แต่เป็นการรวมกันของ 4 องค์ประกอบสำคัญ ได้แก่
Sensor + Data + Analysis + Decision
เมื่อทั้ง 4 ส่วนทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพโครงสร้างจะไม่ใช่สิ่งที่ “นิ่งและเงียบ” อีกต่อไป แต่จะกลายเป็นระบบที่ “สื่อสารข้อมูลกลับมาได้ตลอดเวลา” จาก Manual Inspection → Smart Monitoring การเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นจริง ในอดีต การตรวจสอบโครงสร้างส่วนใหญ่จะใช้วิธี Manual Inspection เช่น การตรวจด้วยสายตา การสำรวจหน้างาน หรือการทดสอบเป็นครั้งคราว แม้วิธีดังกล่าวจะยังมีความสำคัญ แต่ก็มีข้อจำกัดที่ชัดเจน เช่น
ตรวจสอบได้เฉพาะช่วงเวลา
- มองไม่เห็นความเสียหายภายใน
- ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของผู้ตรวจ
- ไม่สามารถติดตามพฤติกรรมต่อเนื่องได้
- ในทางตรงกันข้าม Smart Monitoring ที่ใช้ SHM และ Geotechnical Monitoring
- ช่วยเปลี่ยนแนวคิดจาก “การตรวจสอบ” ไปสู่ “การเฝ้าระวัง”
- ตรวจวัดแบบ 24/7 Real-time
- เห็นแนวโน้ม (Trend) ของโครงสร้าง
- ตรวจจับความผิดปกติได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น
- แจ้งเตือนทันทีเมื่อเกิดความเสี่ยง
กล่าวได้ว่า....จากเดิมที่เราต้อง “เดินไปหาโครงสร้าง”
วันนี้โครงสร้างสามารถ “ส่งข้อมูลกลับมาหาเรา” ได้เอง
มองเห็นสิ่งที่ตาเปล่ามองไม่เห็นหนึ่งในความเสี่ยงที่สำคัญของโครงสร้าง คือ “ความเสียหายที่กำลังก่อตัว” ซึ่งมักไม่สามารถมองเห็นได้จากภายนอก เช่น
- รอยร้าวภายใน (Internal Crack)
- ความล้า (Fatigue) จากการใช้งานซ้ำ
- การทรุดตัวของดิน (Settlement)
- การเปลี่ยนแปลงของแรงหรือการสั่นสะสม
ปัญหาเหล่านี้อาจใช้เวลานานในการพัฒนา แต่เมื่อแสดงผลออกมา มักเป็น “ปัญหาใหญ่” ที่มีค่าใช้จ่ายสูง
SHM และ Geotechnical Monitoring จึงเข้ามามีบทบาทสำคัญในการตรวจจับความผิดปกติ “ก่อนที่จะมองเห็นได้” ลดโอกาสการเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด เพิ่มความมั่นใจในการใช้งานโครงสร้างระยะยาว จาก Reactive → Predictive เปลี่ยนต้นทุนความเสี่ยง ให้กลายเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า ในรูปแบบเดิม การดูแลโครงสร้างมักเป็นแบบ Reactive
คือ “รอให้เกิดปัญหาแล้วจึงแก้ไข” ซึ่งนำไปสู่
- ค่าใช้จ่ายซ่อมแซมสูง
- การหยุดใช้งาน (Downtime)
- ความเสี่ยงด้านความปลอดภัย
แต่เมื่อมีระบบ SHM แนวคิดจะเปลี่ยนเป็น Predictive Maintenance คาดการณ์ปัญหาล่วงหน้า วางแผนซ่อมบำรุงได้แม่นยำ ลดค่าใช้จ่ายระยะยาว ลดความเสี่ยงต่อชีวิตและทรัพย์สิน นี่คือการเปลี่ยนจาก “ต้นทุนความเสียหาย” ไปสู่ “การลงทุนเพื่อป้องกัน”
SHM กับบทบาทในประเทศไทยในประเทศไทย การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องทั้งในด้านคมนาคม เมืองอัจฉริยะ และโครงการขนาดใหญ่ คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ “เราสร้างโครงสร้างได้ดีแค่ไหน” แต่คือ “เราดูแลโครงสร้างเหล่านั้นได้ดีพอหรือไม่” การนำ SHM และ Geotechnical Monitoring มาใช้ จึงไม่ใช่เพียงแค่เทคโนโลยีเสริม
แต่เป็น “มาตรฐานใหม่” ของความปลอดภัยและความยั่งยืน

งานเสวนา: เปิดมุมมองจากผู้เชี่ยวชาญตัวจริง งานเสวนาในครั้งนี้ถูกจัดขึ้นเพื่อเปิดมุมมองใหม่เกี่ยวกับ SHM และ Geotechnical Monitoringผ่านประสบการณ์จริงจากผู้เชี่ยวชาญในหลากหลายภาคส่วน ผู้เข้าร่วมจะได้เรียนรู้ทั้ง
- แนวคิดพื้นฐานของ SHM
- การประยุกต์ใช้ในโครงสร้างจริง
- ข้อจำกัดและความท้าทาย
- แนวโน้มของเทคโนโลยีในอนาคต
- รวมถึงการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่าง
- วิศวกร นักวิชาการ และผู้ที่เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรม
ประชาสัมพันธ์
Strucsense Thailand
21 เมษายน 2569
24 มิ.ย. 2568
22 ต.ค. 2568
7 มิ.ย. 2568
22 ต.ค. 2568